Skip to content

บทเทศน์วันสมโภชพระวรกายของพระเยซูคริสต์ (Corpus Christi)
สมโภชพระกายและพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์

“ความทรงจำไม่ใช่เป็นของส่วนบุคคล ทว่าเป็นหนทางที่ทำให้พวกเราเป็นหนึ่งดียวกันกับพระเจ้าและกับผู้อื่น”

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2020

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงกล่าวในบทเทศน์ถึงความทรงจำในวันสมโภชพระกายและพระโลหิตศักดิสิทธิ์ของพระเยซูคริสต์  การไตร่ตรองของพระสันตะปาปาทรงชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่เป็นทวามทรงจำแบบคิดถึง ทรงเน้นถึงความสำคัญของความทรงจำเกี่ยวกับความเชื่อของคริสตชน

        บทเทศน์ของพระสันตะปาปาฟรานซิสระหว่างมิสซาในมหาวิหารนักบุญเปโตร เพราะต้องระวังเชื้อไวรัสโคโรนา จึงต้องจำกัดจำนวนสัตบุรุษโดยปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เว้นระยะห่างพอสมควร

        “นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจดจำคุณงามความดีที่พวกเราได้รับ ถ้าพวกเราไม่จำ  พวกเราก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตัวเราเอง “เป็นคนเดินผ่านระหว่างการมีชีวิต” สมเด็จพระสันตะปาปาเตือนใจว่า  “หากปราศจากซึ่งความทรงจำ พวกเราก็เหมือนถูกถอนรากถอนโคนตัวเราเองออกจากแผ่นดินที่เลี้ยงดูพวกเรา และพวกเราก็ปล่อยให้ตัวเราถูกกระแสลมพัดพาไปดุจใบไม้ร่วง”

        “แต่ถ้าพวกเราจดจำ พวกเราจะฟื้นขึ้นมาใหม่ซึ่งความผูกพันสิ่งที่สำคัญยิ่ง พวกเราจะรู้สึกว่า พวกเราเป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ พวกเรามีประสบการณ์ทรงชีวิตของประชาชน  ความทรงจำไม่ใช่อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว ทว่าเป็นหนทางที่เชื่อมโยงพวกเรากับพระเจ้าและกับผู้อื่น นี่คือเหตุผลที่ในพระคัมภีร์ย้ำความทรงจำของพระเยซูคริสต์จะต้องผ่านจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอธิบายว่า จะมีความยากลำบากเกิดขึ้นเมื่อ “สายโซ่แห่งความทรงจำขาดไป” ประชาสัตบุรุษจะจำสิ่งที่ตนไม่เคยมีประสบการณ์ได้อย่างไร?

        ศีลมหาสนิทเยียวยา “ความทรงจำที่เป็นกำพร้า” โดยทำให้ความทรงจำฟื้นขึ้นมาใหม่สิ่งที่สัตบุรุษอาจเป็นเพียงเคยได้ยินได้ฟังมา  โดยอาศัยศีลมหาสนิทพระเจ้าทรงทำให้พวกเราจำความได้

        “พระเจ้าทรงทราบดีว่านี่เป็นเรื่องยาก พระองค์ทราบว่าความจำของพวกเรานั้นพวกเราลืมง่าย และพระองค์ก็ได้ทรงทำสิ่งที่เหลือเชื่อ: พระองคทรงทิ้งความทรงจำไว้ให้พวกเรา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสว่า “พระองค์มิได้ทรงทิ้งไว้เพียงพระวาจา เพราะเป็นการง่ายที่จะลืมสิ่งที่พวกเราอ่าน พระองค์มิได้ทรงทิ้งไว้ให้พวกเราแค่เครื่องหมาย เพราะพวกเราอาจลืมสิ่งที่พวกเราเห็น  พระองค์ทรงประทานอาหารให้พวกเรา เพราะคงไม่ง่ายที่จะลืมสิ่งที่พวกเราได้รับประทาน”น ็น

ต่อไปนี้เป็นบทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเผยแพร่โดยสำนักข่าวสันตะสำนัก

จงจดจำตลอดเส้นทางที่พระเจ้าของท่านนำพวกท่านไป” (ฉธบ. 8: 2) บทอ่านพระคัมภีร์วันนี้เริ่มต้นด้วยคำสั่งของโมเสส: จงจดจำ! โมเสสอธิบายว่า “อย่าลืมพระเจ้าของพวกท่าน” (ข้อ 14) พระคัมภีร์ถูกมอบมาให้พวกเรา  เพื่อว่าพวกเราจะได้ไม่ลืมพระเจ้า  เป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องจดจำเรื่องนี้เมื่อเราอธิษฐานภาวนา  ดังที่บทเพลงสดุดีบทหนึ่งสอนว่า “ข้าพเจ้าจะจดจำการกระทำของพระเจ้า ใช่แล้ว ข้าพเจ้าจะจดจำอัศจรรย์ของพระองค์ในอดีต” (สดด. 77: 11) แต่รวมถึงสิ่งอัศจรรย์เหล่านั้นด้วยที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของพวกเรา

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจำความดีที่พวกเราได้รับ ถ้าพวกเราไม่จดจำ  พวกเราก็กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อตัวเราเอง  พวกเรามีชีวิตแค่เพียง “เพื่อผ่านไป” หากปราศจากซึ่งความทรงจำ  พวกเราจะถอนรากเหง้าของพวกเราออกจากแผ่นดินที่เลี้ยงดูพวกเรามา  และพวกเราก็ปล่อยให้ตัวเราเป็นดุจใบไม้ที่ถูกพัดไปตามกระแสลม  พวกเราต้องรู้สึกว่า พวกเราเป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ทรงชีวิต เป็นประสบการณ์ทรงชีวิตของมนุษย์  ความทรงจำมิได้เป็นอะไรที่เป็นของส่วนตัว ทว่าเป็นหนทางที่ทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าและกับเพื่อนมนุษย์  เหตุนี้ในพระคัมภีร์ย้ำความทรงจำของพระเยซูคริสต์ต้องส่งต่อจากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนอีกรุ่นหนึ่ง  ผู้เป็นบิดาถูกสั่งให้เล่าเรื่องของบุตรดังที่พวกเราอ่านพบในข้อความหนึ่งว่า “เมื่อบุตรของท่านถามท่าน เมื่อถึงเวลา ‘อะไรคือความหมายของพระบัญชา ธรรมนูญ และ ระเบียบวินัยที่พระเจ้าของพวกเราบัญชาท่าน?’  แล้วท่านจะตอบกับบุตรว่า ‘เราเป็นทาส… [ ให้คิดถึงประวัติศาสตร์แห่งควาเป็นทาส] แล้วพระเจ้าจะทรงแสดงให้ท่านเห็นเครื่องหมายและสิ่งอัศจรรย์… ต่อหน้าต่อตาเรา” (ฉธบ. 6: 20-22) ท่านต้องถ่ายทอดความทรงจำนี้ต่อไปยังบุตรของท่าน แต่อาจมีปัญหา อะไรจะเกิดขึ้น      หากสายโซ่แห่งความทรงจำนี้ขาดหายไป? พวกเราจะสามารถจำสิ่งที่พวกเราเพียงได้ฟังมาได้อย่างไร  นอกจากว่าพวกเรามีประสบการณ์ตรงกับสิ่งเหล่านั้น   พระเจ้าทรงทราบดีว่านี่เป็นสิ่งยากเพียงใด พระองค์ทราบว่าพวกเราลืมง่ายแล้วพระองค์ก็ทรงทำสิ่งที่เหลือเชื่อ พระองค์ทรงทิ้งความทรงจำไว้ให้พวกเรา  พระองค์ไม่ทรงทิ้งไว้เพียงแต่พระวาจา เพราะพวกเราจะลืมสิ่งที่พวกเราได้ฟังมา  พระองค์ไม่ทรงทิ้งเพียงแต่พระคัมภีร์ไว้ให้เพราะว่าพวกเราจะลืมสิ่งที่พวกเราอ่าน  พระองค์ไม่ได้ทิ้งแต่เครื่องหมายต่างๆไว้ให้พวกเราเพราะพวกเราจะลืมง่ายแม้สิ่งที่พวกเราเห็น  ทว่าพระองค์ทรงประทานอาหารให้พวกเรา เพราะไม่ง่ายที่จะลืมสิ่งที่พวกเราได้ลิ้มรสสิ่งที่พวกเราได้รับประทาน พระองค์ทรงมอบแผ่นปังไว้ให้พวกเรา  ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่อย่างแท้จริง ทรงมีชีวิต ทรงเป็นความจริงพร้อมกับความรักที่ครบครันของพระองค์ ในการรับพระองค์  พวกเราสามารถกล่าวได้ว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงจำฉันได้”  นั่นคือเหตุที่พระองค์ตรัสกับพวกเราว่า “จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเรา” ( 1 คร. 11: 24) จงทำ! ศีมหาสนิทไม่ได้เป็นเพียงการกระทำแห่งความทรงจำ ในเป็นความจริง ปัสกาของพระเยซูคริสต์ถูกทำให้เป็นปัจจุบันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งสำหรับพวกเรา  ในพิธีมิสซาการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ถูกนำมาไว้ต่อหน้าพวกเรา จงทำดังนี้เพื่อรำลึกถึงเรา จะมาพร้อมกัน และพวกเราทำการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทในฐานะที่พวกเราเป็นชุมชน ในฐานะที่เป็นประชากร ในฐานะที่เป็นครอบครัว เพื่อที่จะรำลึกถึงเรา พวกเราไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากซึ่งศีลมหาสนิท เพราะเป็นที่ระลึกของพระเจ้า จะเยียวยาความทรงจำที่มีบาดแผลของเรา

ประการแรกศีลมหาสนิทจะเยียวยาความทรงจำที่เป็นกำพร้าของเรา  พวกเรากำลังมีชีวิตอยู่ในยุคแห่งโรงกำพร้าที่ยิ่งใหญ่  ศีลมหาสนิทเยียวยาความทรงจำแห่งการเป็นกำพร้า  หลายคนมีความจำที่เต็มไปด้วยการขาดความรัก และความผิดหวังที่ขมขื่นซึ่งเกิดจากผู้ที่ควรจะให้ความรักแต่เขากลับทำให้หัวใจเราเป็นกำพร้า  พวกเราอยากหวนกลับไปแก้ไขอดีต แต่พวกเราไม่สามารถทำได้  ขณะที่พวกเราสามารถเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นได้ ด้วยการเพิ่มความรักให้กับความทรงจำของพวกเรา ซึ่งเป็นความรักของพระองค์  ศีลมหาสนิทนำเอาความรักอันซื่อสัตย์ของพระบิดามาให้พวกเราที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกที่พวกเราเป็นกำพร้า มอบความรักของพระเยซูคริสต์ให้พวกเรา ซึ่งเปลี่ยนหลุมศพจากการจบสิ้นเป็นการเริ่มต้นใหม่ และในทำนองเดียวกันสามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเราได้ จะทำให้หัวใจของพวกเราเปี่ยมด้วยความรักที่ให้การบรรเทาของพระจิต ผู้ซึ่งจะไม่ปล่อยให้พวกเราอยู่ตามลำพังและจะคอยเยียวยาบาดแผลของพวกเราเสมอ  โดยอาศัยศีลมหาสนิทพระเยซูคริสต์ยังจะทรงเยียวยาความทรงจำด้านลบของพวกเรา ด้านลบที่จะโผล่ขึ้นมาบ่อยๆในดวงใจของพวกเรา  พระเยซูคริสต์จะทรงเยียวยาความทรงจำด้านลบนี้ที่ลากฉุดพวกเราเข้าสู่สิ่งที่ผิวเผินที่เกิดผิดพลาด และทำให้พวกเราเสียใจที่รู้สึกว่าตัวเรานั้นไร้ประโยชน์ พวกเราทำแต่ความผิด และแม้ตัวเราเองก็เป็นความผิด  พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาบอกพวกเราว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพวกเรา ทุกครั้งที่พวกเรารับพระองค์ พระองค์จะทรงเตือนใจพวกเราว่าเราแต่ละมีคุณค่า พวกเราเป็นแขกที่พระองค์ทรงเชิญให้ร่วมโต๊ะอาหาร เป็นมิตรที่พระองค์อยากที่จะร่วมโต๊ะด้วย นี่ไม่ใช่เป็นเพราะพระองค์ทรงใจกว้างแต่อย่างเดียว แต่พระองค์ทรงรักพวกเราอย่างแท้จริง พระองค์ทรงเห็นและรักความสวยงามและความดีของพวกเรา พระองค์ทรงทราบว่าความชั่วและบาปไม่ได้เป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย บาปเป็นเชื้อโรค บาปเป็นโรคติดต่อ  พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อเยียวยาบาดแผลของบาปด้วยศีลมหาสนิทซึ่งมียาปฏิชีวนะต่อความทรงจำด้านลบของพวกเรา พร้อมกับพระเยซูคริสต์ พวกเราจะมีภูมิคุ้มกันจากความซึมเศร้า  พวกเราจะจดจำความล้มเหลวของพวกเรา ความยุ่งยาก ปัญหาที่บ้าน ที่ทำงาน ความฝันที่พวกเราไปไม่ถึง แต่ความหนักหน่วงของความทุกข์ ความเศร้าจะไม่บดขยี้พวกเราเพราะการประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์จะยิ่งล้ำลึกกว่าเดิม จะคอยให้กำลังใจพวกเราด้วยความรักของพระองค์ นี่คือพลังแห่งศีลมหาสนิทซึ่งเปลี่ยนตัวเราให้เป็นผู้ที่นำพระเจ้า นำความชื่นชมยินดี ไม่ใช่นำสิ่งที่เป็นด้านลบไปให้กับตัวเราและผู้อื่น พวกเราที่ไปฟังมิสซาอาจถามว่า:  เรานำอะไรไปให้โลกบ้าง?  เป็นความเศร้าเสียใจ ความขมชื่นของเรา หรือเป็นความชื่นชมยินดีของพระเยซูคริสต?  พวกเรารับศีลมหาสนิทแต่ยังชอบบ่น ชอบตำหนิ และรู้สึกเสียใจในตัวเราเองหรือเปล่า? นี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในขณะที่ความชื่นชมยินดีของพระเยซูคริสต์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

สุดท้าย ศีลมหาสนิทเยียวยาความทรงจำที่ปิดตาย บาดแผลภายในสร้างปัญหาไม่เพียงแต่สำหรับพวกเราเท่านั้นแต่ยังสำหรับผู้อื่นด้วย  สิ่งที่ทำให้พวกเราเกิดความกลัวและเกิดความสงสัย พวกเราจะเริ่มปิดกั้นตัวเองแล้วลงเอยด้วยการเหยียดหยามและเฉยเมยต่อผู้อื่น บาดแผลของพวกเราอาจนำเราให้มีปฏิกิริยาต่อผู้อื่นด้วยการตีตนออกห่างและเย่อหยิ่งจองหองโดยหลงว่าโดยวิธีนี้พวกเราสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้  แต่นี่เป็นการหลอกตัวเอง เพราะมีแต่ความรักเท่านั้นที่จะสามารถเยียวยาคความกลัวได้ถึงรากถึงโคน และทำให้พวกเราเป็นไทจากการวางตนเองเป็นศูนย์กลางซึ่งเท่ากับเป็นการขังคุกตนเอง พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมายังพวกเราอย่างสุภาพในความเรียบง่ายแห่งแผ่นปัง พระองค์เสด็จมาเป็นปังที่ถูกหักเพื่อที่จะเปิดเปลือกแห่งความเห็นแก่ตัวของเรา พระองค์ทรงมอบตนเองเพื่อที่จะสอนเราว่ามีแต่การเปิดใจของเราเท่านั้นที่พวกเราจะเป็นอิสระจากอุปสรรคภายใน จากความพิกลพิการแห่งหัวใจ  พระเยซูคริสต์มอบพระองค์เองแก่พวกเราในความเรียบง่ายแห่งแผ่นปังยังเชื้อเชิญพวกเราไม่ให้เสียเวลากับชีวิตในการวิ่งตามหาสิ่งหลอกลวงร้อยแปดที่พวกเราคิดว่าชีวิตพวกเราจะขาดเสียมิได้แต่ทำให้พวกเราว่างเปล่าภายใน ศีลมหาสนิทจะชดเชยความหิวของพวกเราต่อสิ่งที่เป็นวัตถุและจะจุดประกายไฟให้พวกเราปรารถนาที่จะรับใช้ผู้อื่น  ศีลมหาสนิทจะเปลี่ยนแปลงพวกเราจากวิถีชีวิตที่เกียจคร้านชอบสบายพร้อมกับจะเตือนใจพวกเราว่าพวกเราไม่มีแต่ปากเท่านั้นที่จะต้องป้อนอาหาร แต่พวกเรายังมีมือที่ต้องใช้ในการป้อนอาหารให้กับผู้อื่นด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรี่องเร่งด่วน ณ บัดนี้ที่ต้องเอาใจใส่ดูแลผู้ที่หิวโหยอาหารและศักดิ์ศรี คนที่ไม่มีงานทำ คนที่ดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตต่อไป และพวกเราต้องทำสิ่งนี้อย่างจริงจังดุจปังที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบให้พวกเรา จำเป็นต้องมีความใกล้ชิดที่แท้จริงดังสายสัมพันธ์แห่งความเอื้ออาทร ในศีลมหาสนิทพระเยซูคริสต์ทรงประทับอยู่อย่างใกล้ชิดกับพวกเรา ขอให้พวกเราจงอย่าได้ถอยห่างไปจากคนที่อยู่รอบๆตัวเรา

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก  ขอให้พวกเราทำการเฉลิฉลองบูชามิสซาขอบพระคุณของเราต่อไป นี่เป็นการรำลึกที่เยียวยารักษาความทรงจำของพวกเรา ขอให้พวกเราอย่าลืมว่ามิสซาเป็นการรำลึกที่เยียวยาความทรงจำ ความทรงจำแห่งหัวใจของพวกเรา บูชามิสซาเป็นขุมทรัพย์ที่ต้องเป็นความสำคัญอันดับแรกในพระศาสนจักร และในชีวิตของพวกเรา และขอให้พวกเราอย่าลืมการนมัสการศีลมหาสนิทด้วยซึ่งต่อเนื่องจากบูชามิสซาภายในตัวเรา อันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามาก เพราะว่าจะรักษาภายในตัวเรา โดยเฉพาะเวลานี้ซึ่งความต้องการของพวกเรานั้นมีมากมาย

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทเทศน์ของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)